เกี่ยวกับเรา

สารจากประธานกรรมการ

นางไพจิตร รัตนานนท์

ประธานกรรมการ

ในรอบปี 2561 ภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศเติบโตขึ้นกว่าปีก่อน โดยรายได้จากการให้บริการก่อสร้างรวมของบริษัทจดทะเบียนในหมวดธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมูลค่า 180,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 2,402 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.35 ด้านการรับเหมาก่อสร้างงานวางระบบท่อมีการแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้สำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ปรับลดแผนการลงทุนในปี 2561 จาก 246,613 ล้านบาทเป็น 221,294 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับลดการดำเนินการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งคู่แข่งขันต่างชาติและผู้รับเหมาก่อสร้างภายในประเทศทั้งขนาดกลางและใหญ่ต่างพยายามรักษาสัดส่วนปริมาณงานในมือไว้ให้มากที่สุดส่งผลให้การแข่งขันด้านราคายังคงรุนแรง กลุ่มบริษัทฯ จึงแสวงหาโอกาสในการเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างด้านอื่นมากขึ้นและปรับกลยุทธ์แผนการดำเนินงาน การพัฒนาลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ยังมีคู่แข่งขันน้อยรายเช่น การก่อสร้างระบบคลังพัสดุอัตโนมัติ การก่อสร้างระบบท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น เพื่อทดแทนรายได้จากโครงการก่อสร้างระบบวางท่อที่มีปริมาณงานในมือที่ลดลง ส่วนงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างด้านงานโยธา ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ และแผนการลงทุนในโครงการขนาดกลางและย่อยภายใต้งบประมาณประจำปี ส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวของการลงทุนก่อสร้างโดยภาคเอกชนตามมาด้วย

แนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2562 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2561 จากปัจจัยการขยายตัวของโครงการก่อสร้างทั่วไปและโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Project) ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมไปถึงภูมิภาคและเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) โดยคาดว่าจะทยอยเปิดประมูลโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการทยอยเปิดประมูล และเริ่มการก่อสร้างโครงการปิโตรเคมีขนาดใหญ่จากภาคเอกชน อาทิเช่น โครงการ Clean Fuel Project (CFP) ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มูลค่ารวมกว่า 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการจากบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เป็นต้น และจากรายงานจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ประเมินว่า รายได้ในช่วงปี 2562 - 2563 ของผู้ประกอบการทั้งผู้รับเหมางานภาครัฐและผู้รับเหมางานภาคเอกชนจะมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 8 ต่อปี ทำให้มีความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นและเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราค่าจ้างแรงงานปรับตัวขึ้น บริษัทฯ มีความมั่นใจว่า ภายใต้กลยุทธ์แผนการดำเนินธุรกิจใหม่ ประสบการณ์ผลงานในอดีต ศักยภาพด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี บุคคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ จะทำให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถได้รับงานโครงการก่อสร้างที่มีความหลากหลายมากกว่าในอดีตเพิ่มขึ้น และสามารถบริหารโครงการให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

เพื่อการปรับตัวขององค์กรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้มีมติอนุมัติวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ คือ “มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมและตอบสนองความต้องการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CLMVT)” ปรับเปลี่ยนค่านิยมองค์กร และอนุมัติเป้าหมายระยะ 3 ปี (ปี 2562-2564) คือการติด 10 อันดับแรกของรายได้รวม และ 5 อันดับแรกของอัตรากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในหมวดอุตสาหกรรมบริการรับเหมาก่อสร้าง (CONS) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และได้รับเงินปันผลและ/หรือกำไรจากการขายเงินลงทุนสำหรับธุรกิจลงทุนในโครงการใหม่ ๆ มากกว่า 100 ล้านบาท ด้วยอัตราผลตอบแทนการลงทุนมากกว่าร้อยละ 15

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 2,305 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 5.39 มีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ 2,041 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนมีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา (ขาดทุน) กำไรสุทธิร้อยละ -88.55 และ 3.81 ตามลำดับ สาเหตุหลักของการเกิดขาดสุทธิมาจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในการพัฒนาโครงการเหมืองแร่โพแทชของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) บริษัทร่วม บริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจบันทึกสำรองทางบัญชีและค่าใช้จ่ายที่บริษัทฯ ดำเนินการที่เกี่ยวกับโครงการเหมืองแร่โพแทชประกอบด้วย การตั้งหนี้สูญและสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนและส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมรวมเป็นมูลค่าที่กระทบต่องบการเงินรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,093.76 ล้านบาท ซึ่งหากไม่พิจารณารวมรายการดังกล่าว ผลประกอบการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยจะมีกำไรสุทธิ 53.19 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 2.31

ภายใต้การดำเนินการธุรกิจในเชิงทางการค้า บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการปลูกฝังและรักษาวัฒนธรรมองค์กร การปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และจรรยาบรรณธุรกิจให้กับผู้บริหารและพนักงานทุกระดับ โดยโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการประจำปี 2561 ซึ่งประเมินโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยประเมินผลบริษัทฯ อยู่ในเกณฑ์ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน นอกจากนั้นแล้ว กลุ่มบริษัทฯ ยังให้ความสำคัญของการดำเนินกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ และตอบแทนสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรม CSR ในด้านการส่งเสริมพัฒนาและการศึกษาเรียนรู้ของเยาวชน การบริจาคสิ่งของเพื่อสาธารณะประโยชน์ การรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติให้โรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงสำนักงานใหญ่ โครงการสู่บ้านเกิด บริจาคสิ่งของให้มูลนิธิต่าง ๆ และโครงการ Go Green เพื่อรณรงค์ให้พนักงานร่วมกันคัดแยกขยะและลดปริมาณขยะ เป็นต้น

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ดิฉันขอขอบพระคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรทางธุรกิจ ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานทุกท่านที่ได้ให้ความใว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา บริษัทฯ ตั้งปณิธานที่จะพัฒนาองค์กรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพโดยดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้หลักธรรมาภิบาลควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย สังคมและประเทศชาติสืบต่อไป